Tuesday, August 28, 2018

‘รู้จักกับ เงินเฟ้อ’

‘รู้จักกับ เงินเฟ้อ’
ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่รู้จักคำว่าเงินเฟ้อ ..แต่ไม่เข้าใจมัน !!
รู้จักคือ ‘ใครๆ ก็รู้ว่า เงินเฟ้อก็คือ เงินมันจะลดมูลค่าเมื่อเราถือไว้เฉยๆ ...เช่น เงิน 1 ร้อยบาท ในอดีตกินข้าวได้มื้อใหญ่ แต่ 1 ร้อยบาท วันนี้ กินได้แค่ก๋วยเตี๋ยว หรือ ข้าวแกง’
แล้วไงล่ะ ?
นี่แหละ ไอ้คำถาม ‘แล้วไงล่ะ ?’ มันเกิดจาก คนที่รู้จักเงินเฟ้อ แต่ไม่เข้าใจมัน
สิ่งที่ควรเข้าใจมีดังนี้
1. ‘เงิน เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง’ ...ต้องเข้าใจก่อนว่า เงิน ของทุกประเทศ ก็เหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง ..ประเทศที่เงินแพงๆ ก็เพราะ คนในโลกต้องการเงินเขา เช่น ดอลลาร์ ใครๆ ก็ต้องการ ยิ่งคุณอยู่ในประเทศที่รัฐบาลไม่มั่นคง คุณก็จะไม่อยากได้เงินของตัวเอง อยากได้ดอลลาร์แทน
(ลองนึกภาพ นักธุรกิจในประเทศที่การเมืองไม่นิ่ง ถ้าเขาขายของ เขาก็อยากรับเป็นดอลลาร์ แล้วก็อยากเอาเงินที่ได้ ไปฝากไว้ต่างประเทศ เช่น ที่สวิส , สิงคโปร์ , ฮ่องกง ...)
วันนี้เริ่มชัดเจนมากขึ้น พอเราเห็นปัญหา ค่าเงิน ในประเทศ เช่น เวเนซุเอลา , ตุรกี , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย ...
ประเทศเหล่านี้ ค่าเงิน อ่อนลงอย่างรวดเร็ว เพราะ ทั้งนักลงทุน , เจ้าหนี้ และ ประชาชน ต่างกลัว แล้วขายเงินของประเทศเหล่านี้ แล้วไปถือเงินที่มั่นคงกว่าแทนเช่น ดอลลาร์
2. ‘ถ้ารัฐบาล สร้างหนี้เยอะๆ แล้วทำโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มากๆ สุดท้ายเงินจะพัง เงินเฟ้อจะยิ่งสูง’ ...วันนี้เรากำลังเห็นปัญหาแบบ เวเนซุเอลา ลุกลาม มาในกลุ่มประเทศ Emerging Market ...ประเทศที่โดนก่อน ก็คือ ประเทศที่สร้างหนี้ต่างประเทศเยอะๆ แล้วมีเงินทุนสำรองต่ำๆ เช่น มาเลเซีย ...ปัญหานี้เพิ่งเริ่มต้น แล้วกำลังลุกลาม ช่วงนี้ถ้าจะลงทุนที่ไหน ต้องระวังเรื่อง หนี้ และ ทุนสำรองของประเทศนั้นๆ ให้ดี
ไม่งั้น เงินที่ลงทุนต่างประเทศ อาจกำไร แต่ดันขาดทุนค่าเงิน สุดท้าย ก็ขาดทุนอยู่ดี ...ช่วงนี้ต้องระวังให้เยอะครับ
3. ‘คนรวย แต่ละประเทศ เขาสู้กับเงินเฟ้ออย่างไร’ ...สิ่งที่ตรงข้ามกับเงินเฟ้อ ก็คือ สินทรัพย์
เพราะในขณะที่เงินสด นับวันจะลดมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป ...แต่สินทรัพย์จะเพิ่มมูลค่าสวนทาง
คนรวยในทุกประเทศ จึง เอาเงินสดไปซื้อสินทรัพย์ แล้วถือครองแทน
(อันนี้คนส่วนใหญ่ ไม่รู้ คิดว่า คนรวย คือ คนที่มีเงินฝากธนาคารเยอะๆ ...แต่ไม่ใช่เลย จริงๆ แล้ว คนรวยส่วนใหญ่ จะถือครองสินทรัพย์แทน เช่น ที่ดิน , อสังหา , หุ้น , ทอง , ของสะสม)
ถ้าเป็นประเทศ ที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพอย่างเช่น เมืองไทย ...คนรวยจะเอาเงินใส่ไว้ในหุ้น เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด ...รองลงมา ก็คือ ที่ดิน และ อสังหา
แต่ถ้าเป็นประเทศ ที่ไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ...คนรวยในประเทศนั้น จะนิยม ฝากเงินไว้ต่างประเทศ , ถือครองดอลลาร์ และ ทองคำ แทน
4. ‘จะรู้ได้อย่างไร ว่าประเทศไหนมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ’ ...ก็ดูว่า ประเทศนั้นๆ ผลิตสินค้าและบริการ ที่เป็นประโยชน์ต่อคนใช่หรือไม่
การที่ประเทศไทย วันนี้ค่อนข้างดี เพราะเราผลิตสินค้าและบริการที่หลากหลาย
พูดแบบไม่ได้อวยกัน ...สินค้าของไทย เป็นที่ยอมรับในประเทศเพื่อนบ้าน ในเรื่อง คุณภาพ และ ราคา
บริการเราก็มีการท่องเที่ยว ที่หลากหลาย และดึงดูด
ตรงนี้แหละ ที่เราต้องรักษาสมดุลย์ ให้ดี ไม่ประมาท แล้ว พยายามพัฒนาความรู้ ให้สามารถสร้างสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง หรือ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้
ก็ลองทำความเข้าใจสิ่งรอบตัว เราจะใช้ชีวิต ในโลกที่เศรษฐกิจผันผวนได้ดีขึ้นครับ

Sunday, August 26, 2018

iFIT โมเดลการศึกษาที่เราจะได้เรียนในสิ่งที่เลือกเอง


เราอาจจะเห็นผ่านตาอยู่บ้างเวลามีคนตั้งคำถามว่า “ถ้าไม่พูดถึงเรื่องเงินคุณอยากทำงานอะไร?” คำตอบของหลายคนมักออกมาตรงกันข้ามกับงานประจำที่ทำอยู่


และมีหลายคนที่เรียนจบมาทำงานไม่ตรงสายเพราะตอนที่เลือกคณะเรียนอาจจะยังไม่รู้เป้าหมายของตัวเอง แต่จำเป็นต้องเลือกเรียนเพราะค่านิยมของสังคม จนเจ็บปวดจากการเรียน และมีหลายคนตัดสินใจซิ่วหลังจากเรียนไปแล้วสักพัก  คงจะดีถ้าเราสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่เราสนใจจริงๆ ได้

เมื่อความถนัดของแต่ละคนแตกต่างกันไป

เด็กคนหนึ่งอาจไม่ได้เก่งในหลักสูตรส่วนกลาง แต่ในสิ่งที่เขาชอบ เขาทำได้ดี แต่ระบบการศึกษาไม่ทำให้เขาหาตัวตนเจอ และการมี gap year ให้เด็กได้เรียนรู้และหาตัวเองว่าชอบยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย รวมถึงสังคมที่ผู้ใหญ่มองว่าเด็กอายุ 18 ปี มีความคิดที่แตกต่างไปและยังไม่มีความสามารถพอที่จะดูแลตัวเอง
จะดีกว่าไหมถ้าการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้เปิดโอกาสให้คนคนหนึ่งได้ค้นหาความชอบของตัวเอง และเลือกเรียนในวิชาที่ใช่ และนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต

iFIT (Individual Future Innovative Learning of Thailand)

โมเดลการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผู้เรียนได้ออกแบบหลักสูตรของตัวเอง เน้นทักษะที่จะนำไปใช้ได้จริงในอนาคต ที่สามารถเรียนข้ามคณะ ข้ามสาขา วิชาเรียนมาจากความสนใจและความถนัดของผู้เรียนภายใต้คำแนะนำจากโค้ชที่จะมาช่วยให้ผู้เรียนออกแบบหลักสูตรให้ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการ
แต่ถ้ายังไม่มีความฝันหรือไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร ในโครงการนี้ปีการศึกษาแรกจะให้เรียนวิชาพื้นฐานทั้งหมดก่อนจะตัดสินใจว่าจะออกแบบหลักสูตรตัวเองอย่างไร พูดง่ายๆ คือ ปีแรกยังมีเวลาค้นหาตัวเองร่วมกับโค้ชว่าจะเรียนอะไร
ที่สำคัญโครงการนี้ไม่จำกัดว่าคุณจะจบสายสามัญ สายอาชีพ เรียน กศน. ก็เรียนต่อได้ทั้งหมด

ความฝันของลูกร้านรถเข็นขายน้ำเต้าหู้

สมมติที่บ้านขายน้ำเต้าหู้และมีความฝันอยากจะพัฒนาธุรกิจของครอบครัวให้เจริญและทันสมัยยิ่งขึ้น คือเปิดคาเฟ่ร้านน้ำเต้าหู้ ให้ดูทันสมัยไม่ใช่ร้านรถเข็นแต่อยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการให้น้ำเต้าหู้ไม่ได้เป็นแค่ของถูก แต่คือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมถึงความฝันที่จะได้เปิดร้านอยู่ที่บ้านเป็นความจริง
ผู้เรียนสามารถออกแบบหลักสูตรการเรียนร่วมกับโค้ช โดยการผสมผสานวิชาความรู้ เช่น เรียนกับเชฟตัวจริงในวงการ จากคณะมนุษยศาสตร์ฯ – เรียนการสร้างเจ้าของธุรกิจกับนักธุรกิจตัวจริง จากคณะ BUSEM – เรียนการโปรโมทร้านด้วยการตลาดดิจิทัล จากคณะบริหารธุรกิจ – เรียนการสร้างแบรนด์ จากคณะนิเทศศาสตร์ เป็นต้น ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเลือกเฉพาะวิชาที่ได้ใช้จริงในการทำงาน

คนที่ยังไม่มีเป้าหมายชัดเจน แต่คิดว่าชีวิตนี้อยากเดินทางไปรอบโลก

ถ้าเป็นสมัยก่อนเราอาจคิดว่าจะต้องรวยขนาดไหนถึงจะทำได้ แต่ในยุคดิจิทัลที่พรมแดนจางลง และการทำงานก็ไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศตลอดเวลา ความฝันการเดินทางรอบโลกกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นและพร้อมที่จะกลายเป็นดิจิทัลโนเมด
ชนเผ่าเร่ร่อนยุคใหม่ที่ทำงานผ่านโลกออนไลน์ และออฟฟิศคือทุกที่บนโลก แต่สิ่งที่สำคัญคือภาษา ทักษะการถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวิดีโอ ตัดต่อและเล่าเรื่อง คุณอาจหาเงินผ่านการขายรูปใน Photostock รับงานแปลภาษาจากช่องทางออนไลน์ หรือทำรายการในช่อง YouTube รวมถึงเขียนหนังสือให้เป็นที่มาของรายได้
โดยหลักสูตรที่ร่วมกันออกแบบ อาจเริ่มต้นจากภาษาและการถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ เพื่อให้ผู้เรียนหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ แล้วพัฒนาทักษะของตนเองให้ดีขึ้น เล่าเรื่องผ่านการพูด การตัดต่อได้เก่งขึ้น สร้างแชนแนลใน YouTube ขึ้นมาจากการท่องเที่ยวในชีวิตประจำวัน เขียนบทความท่องเที่ยวใน blog ส่วนตัว แล้วต่อยอดทักษะให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  จนตลอดหลักสูตรการศึกษาอาจมีเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง และเริ่มพร้อมที่จะเดินทางได้ในทันที

อย่าให้กรอบหลักสูตรเดิมมาบีบให้คุณเป็นไปตามระบบที่มหาวิทยาลัยต้องการ

การเรียนรู้มีอยู่ทุกที่ในโลก การได้ออกแบบหลักสูตรที่ FIT กับผู้เรียนคงเป็นหลักสูตรในฝันของหลายๆ คน เกรดเฉลี่ยไม่อาจวัดความสามารถคนได้ทุกคน การได้ลงมือทำในสิ่งนั้นจริงน่าสนใจกว่าเรียนรู้ในตำรา และความฝันอาจไม่ถูกค้นพบตั้งแต่เด็กเมื่อหลักสูตรการศึกษารูปแบบเก่าอาจยับยั้งความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน
โครงการ iFIT ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับใครหลายคนที่พร้อมจะเรียนรู้และไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง

สนใจหลักสูตร iFIT สามารถไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ifit.bu.ac.th


Content by Sakrapee Rinsan
Illustration by  Visansaya Loisawai

วิกฤตมหาวิทยาลัย Lay off อาจารย์ - ขาย - ยุบเลิกกิจการ



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
       ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)

สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
       คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ผมต้องออกมายอมรับว่าตัวเองพยากรณ์พลาดไปมาก เพราะได้เขียนบทความว่า เมื่อมหาวิทยาลัยไทยต้อง lay off อาจารย์และเจ้าหน้าที่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2561
       
       แต่สิ่งที่ผมคาดไว้กลับเกิดขึ้นไวกว่าที่ผมพยากรณ์ไว้มาก 

วันก่อนลูกศิษย์ผมที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนมาเล่าให้ฟังว่าตัวเธอเองต้องรับหน้าที่ไปบอกเพื่อนอาจารย์ว่าต้อง lay off แล้วเพราะไม่มีภาระงานสอน มหาวิทยาลัยต้องเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดใด ๆ 
       
       มีมหาวิทยาลัยเอกชนหนึ่งแห่ง ได้ขายให้กลุ่มทุนจีนแล้ว และเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่ และเริ่ม lay off อาจารย์ที่สอนได้แต่ภาษาไทยและภาษาอังกฤษออกไป และเริ่มหาอาจารย์ชาวจีนที่สอนเป็นภาษาจีนได้เข้ามาทำงานแทน 
       
       ไม่มีนักเรียนไทยเพียงพอแล้ว เด็กไทยมีอัตราการเกิดต่ำมาก เราเป็นสังคมสูงอายุรุนแรงมาก ถ้าไม่มีนักศึกษาจีนเลยไม่มีทางไปรอดสำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน และที่ผ่านมาก็เอาเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นเครื่องจูงใจให้เด็กมากู้เงินแล้วเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนกันมาก แต่ก็ไม่ยั่งยืนและไปไม่รอด
       
       นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง มีนักเรียนจีนเยอะ เด็กนักเรียนไทยหายไปมากกว่าสองในสาม กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาให้ได้ข้อตกลงเพื่อจะซื้อขายกัน แน่นอนว่าทุนจีนจะเป็นคนซื้ออีกเช่นกัน ยังไม่ได้ราคาที่ลงตัว
       
       ผมได้ยินข่าวมาว่ากลุ่มทุนจีนที่ทำธุรกิจพานักเรียนจีนเข้ามาเรียนในประเทศไทยจะลงทุนซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนเอง และบริหารเอง และหาอาจารย์จีนมาสอนเอง และหานักเรียนจีนมาเรียนด้วยตัวเอง ครบวงจรอย่างยิ่งครับ เข้าใจว่าจะทำหอพักและร้านอาหารรอบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป เรื่องนี้น่าจะมีเค้าความจริง ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลแต่อย่างใด ที่น่ากังวลกว่าคือนักเรียนมาแล้วไม่เรียนกลับมาสนใจแต่ค้าขายรอบมหาวิทยาลัยหรือมาทำธุรกิจอย่างอื่น เรื่องนี้ต่างหากที่ไทยเราโดยเฉพาะตรวจคนเข้าเมืองต้องดำเนินการจริงจังได้แล้ว
       
       เอาเป็นว่า ณ บัดนี้ เริ่มมีการ lay off อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่มีภาระการสอนกันแล้วอย่างเป็นเรื่องเป็นราวหลายๆ ที่ครับ ที่แย่สุดคือ รองอธิการบดี หรือ คณบดี ไม่ลงไปพูดกับผู้ถูก lay off เอง แต่ให้หัวหน้าภาควิชาลงไปพูด ทำไมไม่ลงไปบอกเองหนอ 
       
       สาขาวิชาที่เสี่ยงจะถูก lay off คือสาขาวิชาที่ไม่มีนักศึกษาเรียนครับได้แก่ 
       
       เศรษฐศาสตร์ วันก่อนอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยออกมาพูดเองเลย 
       สถิติคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ วิทยาการคอมพิวเตอร์การจัดการระบบสารสนเทศ วิชาพวกนี้ยากไป เด็กไทยไม่อยากเรียน 
       ปรัชญาประวัติศาสตร์ วิชาพวกนี้จบไปไม่มีงานโดยตรง เด็กไทยก็ไม่อยากเรียน 
       
       อาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาวิชาพวกนี้น่าจะไปก่อนครับผม เอาเข้าจริงเห็นอาจารย์ในสาขาวิชาเหล่านี้เริ่มถูก lay off แล้วครับ 
       
       ส่วนสาขาวิชาบางสาขากลับขาดแคลนหนักมาก เช่น พยาบาลศาสตร์ ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ หาอาจารย์พยาบาลก็ยากลำบากเหลือเกิน สาขาแพทย์ก็ขาดแคลนแต่ไม่เท่าพยาบาล เพราะเราเข้าสังคมผู้สูงอายุ การเจ็บป่วยก็มากขึ้น ต้องการคนดูแลมากขึ้น 
       
       การปรับตัวเป็นเรื่องจำเป็นมาก โดยเฉพาะการปรับตัวหลังถูก lay off จะไปทำอะไร อายุก็มากแล้ว และอยู่ใน comfort zone ในมหาวิทยาลัยมีอำนาจเหนือนักศึกษา และหลายคนไม่ได้ทำงานจริง ๆ มานานมาก สอนหนังสืออย่างเดียว จนทำอะไรไม่เป็นแล้วก็มีมาก
       
       TCAS รอบนี้ หนักหนามากครับ ระบบห่วย ซับซ้อน และซ้ำซ้อนมากเกินไป เพราะทุกมหาวิทยาลัยแย่งเด็กที่มีจำกัดมาก มีที่นั่งให้เรียนมากกว่าจำนวนเด็กที่อยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
       
       วันก่อนได้สนทนากับรองเลขาธิการ สกอ. ได้เล่าให้ผมฟังว่าปีที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยไทยขอเลิกกิจการไปสองแห่ง และขณะนี้มีการยื่นเรื่องเพื่อขอปิดมหาวิทยาลัยอีก 5 แห่ง 
       
       มีบางมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดเล็ก ๆ รับเด็กได้สิบกว่าคนทั้งมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ไม่รอด ต้องเลิกกิจการแน่นอน 
       
       ปีหน้าน่าจะหนักหนากว่านี้
       
       TCAS ปีนี้ที่มีปัญหามาก ส่วนหนึ่งคือนักเรียนสมัครน้อย และเกิดการชิงเปรต แย่งเด็กกัน
       
       TCAS เที่ยวนี้เอาเข้าจริงคือ 7 รอบ (รวม 3/1 และ 3/2) ใช้เวลานานเกือบครึ่งปี และมีระบบสอบมากกว่า 50 ระบบ 
       
       มหาวิทยาลัยแย่งเด็กกันเพราะสถานการณ์เช่นข้างบน 
       
       รอดูครับ มีแต่จะเลวร้ายลงไปกว่านี้
       
       พวกมหาวิทยาลัยราชภัฎ ในต่างจังหวัด ที่นักศึกษาลดลงมากก็มีการเลิกจ้างและเลย์ออฟอาจารย์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยกันมากมาย
       
       ที่ยังอยู่กันไล่ไม่ได้คืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นข้าราชการเท่านั้น ซึ่งก็เหลืออยู่ไม่มากนัก 
       
       พวกพนักงานมีสัญญากันไม่กี่ปีตอนนี้จะเริ่มถูกเลย์ออฟครับ ถ้าไม่มีภาระงานสอน และไม่มีภาระงานอย่างอื่น
       
       ใครจะขึ้นมาเป็นคณบดี อธิการบดี รองอธิการบดี โปรดเตรียมตัวมาทำหน้าที่นี้เพื่อความอยู่รอดของหน่วยงานของตัวเอง โปรดเตรียมตัวไปศาลปกครองด้วย ขอให้โชคดีกันนะครับ
       
       มหาวิทยาลัยของรัฐก็อย่าชะล่าใจ
      
       มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จะมีวิธีการบริหารที่เด็ดขาดกว่า เช่น สาขาวิชาไหน ไม่มีนักศึกษาเรียนพอแล้วทำให้ขาดทุน ก็ต้องยุบไป ต้องเกลี่ยอาจารย์ไปสอนในสาขาวิชาที่มีนักศึกษา หากปรับตัวไม่ได้หรือไม่มีสาขาวิชาไหนต้องการก็ต้องลาออกไป ไม่ต่อสัญญาจ้าง จะถูกบีบให้ออก เพราะไม่มี value และ ไม่มี contribution อะไรที่มาทดแทนกันได้

       
       หรือไม่ก็ให้โอกาสให้ไปเขียนหลักสูตรมาใหม่ ทำให้มีนักศึกษามาเรียนให้ได้ 
       
       เวลานี้สถานการณ์มหาวิทยาลัยไทย ย่ำแย่มาก ไม่มีนักศึกษา และอาจารย์กำลังจะถูก lay off มากขึ้นเรื่อยๆ
       
       ประเทศเล็กๆ มีมหาวิทยาลัยมากเกือบสามร้อยแห่ง ยุบๆ ไปบ้าง หรือยุบรวมกันไปบ้าง มากกว่าครึ่งหนึ่งยังเหลือแหล่เกินพอเพียง โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก็ควรยุบไปบ้างครับ ตำแหน่งครูก็ยุบลงไปรวมกันในโรงเรียนใหญ่กว่าได้ครับ 
       
       ที่พูดมานี้ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอำมหิต หรือไม่เห็นใจครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่สถานการณ์จะเป็นนายของทุกคน เด็กไม่มี เงินไม่มี ก็ไม่มีเงินจะจ้าง สถานการณ์จะบีบให้ผู้บริหารต้องบีบอาจารย์มหาวิทยาลัยลาออกไปครับ
       
       ดังนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัย ควรมีอาชีพอื่นหรือแหล่งรายได้อื่นสำรองได้แล้วครับ ที่จะเอาทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกก็คิดกันให้ดี ๆ กลับมาอาจจะไม่มีนักศึกษาให้สอน แล้วต้องไปทำงานธุรการก็ได้ ใครจะไปรู้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ 
       
       สวัสดีอาจารย์มหาวิทยาลัยไทย นี่คือความจริงอันเจ็บปวดที่ท่านกำลังต้องเผชิญ 
       
       แต่ที่ผมห่วงยิ่งกว่าคือเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีจำนวนมากยิ่งกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย และมีวุฒิการศึกษาน้อยกว่าอาจารย์ ซึ่งน่าจะถูกเลย์ออฟไปด้วย จะไปอยู่ที่ไหน จะไปทำงานอะไรหลังถูก lay off นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก เพราะโอกาสน่าจะน้อยกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก ก็ต้องเตรียมตัวกันให้ดีครับ

Tuesday, August 7, 2018

สมาธิบำบัด ขจัดโรค

สมาธิบำบัด ขจัดโรค

มหิดลทำสมาธิบำบัด เพื่อช่วยขยายหลอดเลือดสมองหัวใจช่วยให้
พ้นวิกฤติ ทำเพียงวันละครั้งๆ ละ 10 นาที
ช่วยผ่อนคลายได้ด้วย
จาก รศ.ดร. สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี


ขจัดโรคภัย ไม่ต้องพึ่งยา

ขจัดโรคภัย ไม่ต้องพึ่งยา

ทำ 3 ท่านี้ จะช่วยท่านโบกมือลาเลิกกินยาเลย
โบกมือลาหลายโรค ทั้ง
-เบาหวาน
-ความดัน
-ระบบทางเดินอาหาร
-ระบบขับถ่าย
-กรดไหลย้อน
-โรคปวดหลัง
-ปวดเข่า
-ต่อมลูกหมาก
-อัมพฤกษ์ อัมพาต

ทั้งหมดนี้เป็นผลงาน วิจัยของอาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ง่ายๆ แต่ได้สุขภาพดี "เริ่มทำทันทีนะ



Tuesday, July 17, 2018

ร้อนในเกิดจากอะไร วิธีแก้ร้อนในในช่องปาก


ร้อนใน หรือแผลร้อนใน (Apthous ulcer) คือ แผลเปิดภายในช่องปากเกิดจากการแตกของเยื่อเมือก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุอย่างชัดเจนได้ว่า ร้อนในเกิดขึ้นจากอะไร แต่มีหลายปัจจัยที่มักจะก่อให้เกิดอาการร้อนในขึ้น เช่น

          - การนอนดึก อดนอนเป็นประจำ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

          - ความเครียด ความเหนื่อยล้า

          - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ผู้หญิงในช่วงก่อนประจำเดือนมา หรือผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ มักมีอาการร้อนในเกิดขึ้น

          - การแพ้อาหารบางชนิด

          - การขาดวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก

          - การสูบบุหรี่

          แต่สำหรับทางการแพทย์แผนจีนจะมองว่าอาการร้อนในเกิดจาก "หยินหยาง" ในร่างกายไม่สมดุลกัน หากใครมี "หยิน" พร่อง เมื่อได้รับปัจจัยที่ก่อให้เกิดความร้อนในร่างกายก็จะเป็นร้อนในได้ง่าย ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดความร้อนในร่างกายก็อย่างเช่น ทานของมัน ของทอด อากาศร้อน พักผ่อนน้อยไป


ร้อนใน


อาการร้อนใน มีอะไรบ้าง

          คนที่เป็นแผลร้อนในเริ่มแรกจะมีแผลหรือตุ่มแดงเล็ก ๆ ขึ้นมาในริมฝีปากด้านใน หรือกระพุ้งแก้ม หรือบริเวณลิ้น จากนั้นตุ่มแดง ๆ จะกลายเป็นเม็ดสีขาวมีขอบสีแดงนูนออกมา มีอาการบวม และกลายเป็นแผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 มม. ทำให้เรารู้สึกเจ็บ 

          แม้ว่าโดยปกติแล้วแผลร้อนในจะไม่ทำอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็ทำให้คนที่เป็นเจ็บปวดและรำคาญไม่น้อยเลย ซึ่งโดยปกติแล้วแผลร้อนในจะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ 


วิธีแก้ร้อนในในช่องปาก

          โดยปกติแล้วแผลร้อนในมักจะหายไปได้เองภายใน 7 วัน แต่ถ้าใครมีอาการปวดมาก ผ่านไป 7 วันแล้วก็ยังไม่หายเสียที คงต้องลองไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาดูค่ะ ซึ่งถ้าแพทย์ตรวจดูแล้วพบว่าเราเป็นเพียงอาการร้อนในธรรมดาก็อาจจะให้ยามาทา หรือบ้วนปาก เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น 

          อย่างไรก็ตาม ถ้าเรารู้จักดูแลตัวเอง ไม่ทำพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดอาการร้อนในขึ้นอีก อาการร้อนในที่เป็นอยู่ก็อาจจะหายได้เร็วขึ้นด้วยเหมือนกัน ทำง่าย ๆ ตามนี้เลย

          - หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกของทอด ของมัน ขนม น้ำตาล ทุเรียน ลำไย ข้าวเหนียวมะม่วง ฯลฯ ฟังชื่อก็เปรี้ยวปากอยากกินแล้วใช่ไหมล่ะ แต่อาหารพวกนี้แหละ ตัวการที่ทำให้เกิดความร้อนสะสมในร่างกาย แต่ถ้าอยากทานจริง ๆ ก็ทานได้ในปริมาณน้อย ๆ ค่ะ

          - หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กระเทียม หอม ขิง ฯลฯ แต่สามารถทานพริกได้

          - รักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี แปรงฟันทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย 30 นาที ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังอาหารด้วย 

          - รับประทานผักผลไม้ให้มาก ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุ วิตามินอย่างครบถ้วน และจะได้ป้องกันอาการท้องผูก เพราะร้อนในมักเป็นร่วมกับท้องผูก

          - ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวัน 

          - บ้วนปากด้วยน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง โดยผสมเกลือ 1 ช้อนชาลงในน้ำอุ่น 1 แก้ว

          - ลดความเครียดลง เพราะความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดร้อนในในช่องปากได้อย่างไม่น่าเชื่อ 

          - หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมาช่วยลดความเครียด

          - หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด ๆ เพราะจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น

          - หากมีอาการปวดให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ หรือน้ำเย็น ๆ แต่ถ้าปวดมาก ๆ สามารถทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้


อาหารแก้ร้อนใน


อาหารแก้ร้อนใน ทานอะไรดี

          อาหารบางชนิดที่มีฤทธิ์ร้อน เมื่อทานเข้าไปแล้วทำให้เกิดความร้อนสะสมอยู่ในร่างกายจนปรากฏเป็นอาการร้อนในได้ เมื่อเป็นแบบนี้ การทานอาหารที่มีฤทธิ์ตรงข้ามก็ช่วยบรรเทาอาการร้อนใน และทำให้หายได้เร็วขึ้นเหมือนกัน มาดูกันว่านอกจากการดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ แล้ว อาหารประเภทไหนบ้างที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับร้อนในร่างกายได้เหมือนกัน 
          - มะระ เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ แก้กระหาย บรรเทาอาการร้อนใน แก้อักเสบ เจ็บคอ

          - ชะอม ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้

          - ถั่วเขียว มีฤทธิ์ขับร้อนใน แก้กระหาย ขับปัสสาวะ

          - ผักกาดขาว ช่วยแก้ร้อนใน ป้องกันมะเร็ง 

          - ปวยเล้ง เป็นยาเย็น ช่วยขับร้อน แก้กระหาย

          - แตงกวา ขับปัสสาวะ แก้ไข้ กระหายน้ำ ไฟลวก ถ่ายพยาธิ แก้ท้องเสีย

          - ตำลึง ดับพิษร้อนภายในร่างกาย ลดอาการไข้ เป็นยาระบายอ่อน ๆ

          - ฟักเขียว มีฤทธิ์เย็น ช่วยถอนพิษ ขับร้อนในร่างกาย ขจัดเสมหะ ขับปัสสาวะ บำบัดอาการบวมน้ำ ไอ หอบ

          - หัวไชเท้า ล้างพิษภายใน ดับพิษร้อน บำรุงไต ขับปัสสาวะ ละลายนิ่ว
          
          - มะเฟือง ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย ปวดศีรษะ บรรเทาอาการไอ และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ 

          - แตงไทย ดับกระหาย ลดความร้อนในร่างกาย ขับปัสสาวะ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ 

          - ลองกอง ลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย แก้อาการร้อนใน ทำให้ชุ่มคอ

          - ส้มโอ ช่วยในการขับถ่ายและขับสารพิษแก้อาการท้องอืด ช่วยระบายความร้อนในร่างกาย ผ่อนพิษไข้

          - อ้อย ช่วยบำรุงร่างกาย ลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย บรรเทาอาการกระหายน้ำ  

          - มังคุด ช่วยลดความร้อนภายใน แก้กระหายน้ำ ช่วยเพิ่มเมือกภายในลำไส้และกระเพาะทำให้ถ่ายคล่อง

          - มะตูม ต้มดื่ม ช่วยแก้ร้อนใน ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสีย ขับเสมหะ ช่วยเจริญอาหาร

          - เก๊กฮวย นำมาต้มดื่มช่วงหน้าร้อน ช่วยแก้ร้อนใน บำรุงตับ บำรุงประสาท บำรุงสายตา ขับลมในลำไส้

          - กระเจี๊ยบ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการไอ

          - รากบัว แก้ร้อนใน ลดไข้ บำรุงโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร

          - หล่อฮั้งก้วย นำมาต้มดื่ม ช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับเสมหะ แก้ท้องผูก โรคหลอดลมอักเสบ หืด หอบ

          - ใบบัวบก ช่วยแก้อาการร้อนใน ตัวร้อน รักษาอาการเจ็บคอ บำรุงโลหิตในร่างกาย บำรุงหัวใจ 


          วิธีการเหล่านี้คงช่วยให้อาการร้อนในในช่องปากของเพื่อน ๆ หายได้เร็วขึ้นบ้างล่ะค่ะ แต่ถ้าใครเป็นร้อนในหลายสัปดาห์แล้วยังไม่มีวี่แววว่าแผลจะหายสักที แบบนี้ลองไปพบแพทย์ให้ตรวจวินิจฉัยหน่อยดีกว่าค่ะ เพราะอาการนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นได้เหมือนกัน 

Friday, July 13, 2018

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน แคลอรีต่ำเพิ่มหุ่นฟิตทั้งคาวหวานและเครื่องดื่ม

เราจะผอมไปด้วยกัน กับเมนูอาหารเน้นโปรตีน สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ เพิ่มกล้ามเนื้อ แถมไขมันต่ำ มีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม กินทุกวันรอบเอวลดแน่นอน  

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน
     ใครอยากทำอาหารหนักโปรตีน โดยเฉพาะเมนูไข่ขาว หรือเมนูอกไก่ แบบไม่จำเจ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำอาหารเน้นโปรตีน เช่น โจ๊กอกไก่ปั่น โจ๊กไข่ขาว เบอร์เกอร์อกไก่ อกไก่นุ่ม อกไก่พะโล้ เนยถั่วคลีน รับรองทำเสร็จหน้าตาดีและยังน่าหม่ำอีกด้วย

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน
1. โจ๊กอกไก่ปั่น

     เคยลองยัง ? ถ้าหากอยากลองจัดเลยกับโจ๊กอกไก่ปั่น สูตรจาก คุณ FMR_Woodyinho สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เริ่มจากต้มข้าวให้นิ่ม และต้มอกไก่ให้สุก แบ่งอกไก่บางส่วนไปปั่นจนละเอียดแล้วเทใส่หม้อข้าวต้ม สุดท้ายโรยไก่ต้มฉีก

ส่วนผสม โจ๊กอกไก่ปั่น
      • ข้าวหอมมะลิ (หรือข้าวอื่น ๆ) 1/2 ถ้วยตวง
      • น้ำสำหรับต้มข้าว 5 ถ้วยตวง (เพิ่ม-ลดได้)
      • อกไก่ (ประมาณ 500 กรัม) 2 อก 
      • น้ำเปล่า (สำหรับต้มไก่) 1+1/2 ถ้วยตวง 
      • เกลือ 1 ช้อนชา
      • ขิงซอย ต้นหอม ผักชี พริกไทย (สำหรับโรยหน้า)
      • ซีอิ๊วขาว 
      • ไข่ต้ม 

วิธีทำโจ๊กอกไก่ปั่น
     1. ต้มข้าวให้สุกนิ่ม ใช้เวลานานนิดหนึ่ง (แต่จริง ๆ แล้วทำโจ๊กต้องใช้ปลายข้าว เม็ดละเอียด ๆ จะได้นิ่มเร็ว ๆ) เมื่อข้าวได้ที่แล้วยกลงจากเตา
     2. นำอกไก่ต้มให้สุก เก็บน้ำต้มไก่ไว้ใช้ตอนปั่นด้วยค่ะ (หากใครมีสองเตา ต้มข้าวพร้อมกับต้มไก่ไปด้วยเลย จะได้ประหยัดเวลา)
     3. นำอกไก่เกือบทั้งหมดใส่โถปั่น ปั่นจนละเอียด เหลือไว้สองสามชิ้นสำหรับทำไก่ฉีกโรยหน้าโจ๊ก
     4. นำไก่ที่ปั่นแล้วเทใส่หม้อข้าวต้มคนให้เข้ากัน เติมเกลือเพิ่มรสชาติ ลักษณะของข้าวจะข้นขึ้นคล้าย ๆ กับใส่นมผง พอเดือดก็ยกลง
     5. ตักใส่ชาม โรยด้วยไก่ฉีก ขิงซอย ต้นหอม ผักชี และพริกไทย

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ โจ๊กอกไก่ปั่น สูตรอาหารเพิ่มกล้ามเนื้อ โปรตีนแน่นแบบไม่กล้ำกลืน

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

2. โจ๊กไข่ขาว

     ใครเบื่อโจ๊กอกไก่ปั่นก็ลองเปลี่ยนมาทำโจ๊กไข่ขาว สูตรจาก คุณสมาชิกหมายเลข 1474198 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้ใช้ไข่ขาวแทนข้าวโจ๊ก โดยเอาไปต้มในไมโครเวฟจนสุก สุดท้ายแต่งด้วยผักและเครื่องเคราอื่น ๆ ตามชอบ

ส่วนผสม โจ๊กไข่ขาว
      • ไข่ขาวสำเร็จรูป (จะซื้อไข่ไก่เป็นแพ็กแล้วมาแยกไข่ขาวเองก็ได้ไม่ว่ากัน)
      • เครื่องเคียง เช่น ผักต้ม, ทอดมันเจ, แซลมอนรมควัน 
      • เครื่องปรุงรสตามชอบ เช่น ซีอิ๊วขาว, ซอสแม็กกี้  
      • น้ำร้อน

วิธีทำโจ๊กไข่ขาว
     1. เริ่มจากต้มผักและผัดเครื่องเคียงตามใจชอบ จากนั้นพักไว้
     2. เทไข่ขาวลงในชามแล้วเติมน้ำร้อนลงไป (อัตราส่วนของไข่ขาวต้องมากกว่าน้ำร้อนประมาณครึ่งหนึ่ง) และคนให้เข้ากัน ก่อนนำเข้าไมโครเวฟแนะนำให้ปิดภาชนะด้วยพลาสติกถนอมอาหาร (เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่ขาวแตกกระจายเวลานำเข้าไมโครเวฟจนร้อนเกินไป) 
     3. นำเข้าไมโครเวฟ ซึ่งระหว่างนี้ต้องคอยสังเกตดูเนื้อของโจ๊กเรื่อย ๆ (ประมาณทุก ๆ 2 นาที) พอเราได้เนื้อโจ๊กที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
     4. เติมเครื่องเคียงและปรุงรสได้ตามต้องการเลยนะครับ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ วิธีทำโจ๊กไข่ขาว อาหารเช้าเพื่อสุขภาพ แคลอรีต่ำ เน้นโปรตีน อิ่มสบายท้อง

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

3. ไข่ขาวห่อแซลมอน 

     ไข่ขาวเหลือ ๆ จับมาทำเมนูไข่ขาวห่อแซลมอนราดซอสมะเขือเทศ จาก คุณส้มสีสุก สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เริ่มจากทอดไข่ขาวให้เป็นแผ่นแล้วห่อแซลมอนให้สวยงาม ราดซอสมะเขือเทศปิดท้าย

ส่วนผสม ไข่ขาวห่อแซลมอน
      • แซลมอน
      • ไข่ขาว
      • น้ำมันมะกอก
      • ซอสมะเขือเทศ

วิธีทำไข่ขาวห่อแซลมอน
     1. ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อยลงในกระทะ เทไข่ขาวลงไปทอดเป็นแผ่นจนสุก 
     2. ตักขึ้นมาห่อปลาแซลมอนให้สวยงาม ราดด้วยซอสมะเขือเทศ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 23 เมนูอาหารคลีนสุดแนว ปรับสูตรตามใจ กินง่ายเพรียวได้ใน 1 เดือน

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

ภาพจาก gimmesomeoven.com

4. ไข่เจียวเม็กซิกัน (ไข่ขาว)

     จากที่เคยทำอาหารเม็กซิกันด้วยแป้งตอร์ตีญ่า ลองเปลี่ยนมาใช้ไข่ขาวกันบ้างดีไหม พบกับเมนูไข่ขาวเจียวสไตล์เม็กซิกัน จับไข่ขาวทอดเป็นแผ่น เสร็จแล้วใส่เครื่องเคราต่าง ๆ ลงไป สุดท้ายพับครึ่งให้สวยงาม

ส่วนผสม ไข่เจียวเม็กซิกัน 
      • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา
      • พริกจาลาปิโนสับ 1 เม็ด
      • หอมแดง (หั่นเต๋า) 1/2 ถ้วย
      • กระเทียมสับ 1 กลีบ
      • มะเขือเทศเชอร์รี (หั่นครึ่ง) 
      • เกลือป่น
      • พริกไทย
      • ไข่ขาว (ตีเข้าด้วยกัน) 6 ฟอง
      • อะโวคาโด (หั่นเต๋า)1/2 ลูก
      • ผักชีซอย 
      • โคติฆาชีสป่น (Cotija) 

วิธีทำไข่เจียวเม็กซิกัน
     1. ใส่น้ำมันมะกอกลงในกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่พริกจาลาปิโนและหอมแดงลงไปผัดประมาณ 3 นาที ใส่กระเทียมและมะเขือเทศลงไปผัดต่ออีกประมาณ 3 นาที ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ตักใส่ภาชนะ พักไว้
     2. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง เทไข่ขาวลงไปทอดจนสุกประมาณ 2-3 นาที (ไม่ต้องพลิกกลับด้าน) ตักใส่ภาชนะ ใส่ส่วนผสมหอมแดงลงไปเพียง 1/2 ส่วนของไข่ ตามด้วยอะโวคาโด ผักชีซอย และชีสป่นลงไป จัดการพับครึ่ง โรยผักชีและชีสให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ Mexican Egg White Omelet / gimmesomeoven.com

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

5. เบอร์เกอร์อกไก่ไข่ขาว 

     เบอร์เกอร์ไก่ทั่วไปคงต้องชิดซ้ายให้กับเบอร์เกอร์อกไก่ไข่ขาว สูตรจาก คุณ Salome'ST สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับอกไก่สับผสมกับแครอทและหอมใหญ่ เสร็จแล้วเอาไปย่างจนสุก ท็อปด้วยไข่ขาวทอด และผักต่าง ๆ 

ส่วนผสม เบอร์เกอร์อกไก่ไข่ขาว
      • เนื้ออกไก่
      • หอมหัวใหญ่
      • แครอท
      • ไข่ไก่
      • พริกไทย
      • ผงปาปริก้า
      • โรสแมรี
      • ออริกาโน่
      • เกลือ
      • แป้งพิต้า (โลวคาร์บ)
      • เห็ดออรินจิ
      • หน่อไม้ฝรั่ง

วิธีทำเบอร์เกอร์อกไก่ไข่ขาว

     1. นำอกไก่ที่เตรียมไว้มาสับให้ละเอียด จากนั้นก็นำแครอทและหอมใหญ่มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วก็นำอกไก่ แครอท และหอมใหญ่มาผสมกัน 
     2. ปรุงรสด้วยพริกไทย ผงปาปริก้า โรสแมรี ออริกาโน่ และเกลือ ขยำทุกอย่างให้เข้ากัน จากนั้นตอกไข่แดงลงไป แล้วก็ขยำทุกอย่างให้เข้ากันอีกครั้ง ปล่อยให้เนื้อเบอร์เกอร์เข้าเครื่องกันสักพัก 
     3. นำแป้งพิต้ามาอุ่น และนำเนื้อเบอร์เกอร์ปั้นเป็นแผ่นกลม เห็ดออรินจิ และหน่อไม้ฝรั่งลงไปย่างจนสุก 
     4. ทอดไข่ขาวจนสุกเอาไว้แปะบนเนื้อเบอร์เกอร์ 
     5. ทำซอสซาสึกิ โดยนำโยเกิร์ต 0% ผสมกับแตงกวา หอมแดง และผักชีลาว ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว เกลือ และน้ำตาลนิดหน่อย จัดเครื่องเคราต่าง ๆ และราดซอสลงบนแป้งพิต้าแผ่นล่าง แล้วเอาแป้งพิต้าแผ่นบนลงไปประกบ 

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ วิธีทำอาหารลดน้ำหนัก สูตรกินอย่างไรให้ผอม อาทิตย์เดียวลดไป 2 กก.

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

6. อกไก่นุ่ม

     ใครเคยทำเมนูอกไก่แล้วแข็งกระด้างต้องลองมาจดสูตรนี้เลย พบกับวิธีทำอกไก่นุ่ม สูตรจาก คุณสมาชิกหมายเลข 1860279 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอมจับไก่หมักเกลือแล้วทาเนย เสร็จแล้วเอาไปอบจนสุก

ส่วนผสม อกไก่นุ่ม
      • น้ำอุ่น
      • อกไก่
      • เกลือ
      • เนยละลาย หรือน้ำมันมะกอก
      • ปาปริก้า 
      • พริกป่น 
      • ผงกระเทียม

วิธีทำอกไก่นุ่ม
     1. เตรียมถ้วยใส่น้ำอุ่นที่เยอะพอจะท่วมตัวอกไก่ ใส่เกลือเล็กน้อย นำอกไก่ใส่ทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที หรือนำเข้าตู้เย็นทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง พอครบเวลาแล้วเทน้ำทิ้ง และพยายามหาผ้า หรือทิชชูสำหรับทำอาหารมาเช็ดตัวอกไก่
     2. ทาเนยละลาย หรือน้ำมันมะกอกให้ทั่วอกไก่ จะใช้แปรงทา หรืออุปกรณ์ที่มีก็ได้ 
     3. ผสมเกลือ ปาปริก้า พริกป่น และผงกระเทียมจนเข้ากัน เอาไปโรยอกไก่
     4. นำไปอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15-18 นาที แล้วแต่ความหนาของอกไก่ด้วย
     5. พอเอาออกจากเตาก็พักทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วค่อยหั่นเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 10 เมนูอกไก่ อาหารลดน้ำหนักคลีน ๆ ทำง่ายอร่อยนุ่ม อวสานความอ้วน

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

7. อกไก่พะโล้

     อกไก่นุ่มรสจืดไปหน่อย ขอนำเสนอเมนูอกไก่พะโล้ สูตรจาก คุณสมาชิกหมายเลข 1860279 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอมจับอกไก่หมักกับผงพะโล้ เสร็จแล้วเอาไปผัดกับกระเทียม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว สุดท้ายใส่ไข่ต้มลงไป  

ส่วนผสม อกไก่พะโล้ 
      • อกไก่ 250 กรัม
      • ผงพะโล้ 1 ช้อนโต๊ะ (ไม่มีน้ำตาลทราย ผงชูรส และวัตถุกันเสีย)
      • กระเทียมสับ 1 หัว
      • น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
      • ไข่ต้ม 2 ฟอง
      • ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
      • น้ำมันสเปรย์ หรือน้ำมันมะกอก 1/4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำอกไก่พะโล้
     1. หั่นอกไก่เป็นชิ้น หมักผงพะโล้ให้ทั่ว
     2. เจียวกระเทียม ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดพอสุก
     3. เติมน้ำเปล่า ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ใส่ไข่ต้มลงไป เคี่ยวต่อประมาณ 1 ชั่วโมง จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 10 เมนูอกไก่ อาหารลดน้ำหนักคลีน ๆ ทำง่ายอร่อยนุ่ม อวสานความอ้วน

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

ภาพจาก natashaskitchen.com

8. สลัดอะโวคาโดอกไก่ไข่ขาว

     มื้อเย็นใครอยากกินสลัดยกมือขึ้น ชวนทำสลัดอะโวคาโดอกไก่ไข่ขาว ใส่เม็ดข้าวโพด เบคอนทอด และไข่ต้ม ราดน้ำสลัดเลมอน 

ส่วนผสม สลัดอะโวคาโดอกไก่
      • อกไก่ต้ม (ลอกหนัง ฉีกเป็นเส้น) 2 ชิ้น
      • อะโวคาโด (หั่นชิ้น) 2-3 ลูก
      • เม็ดข้าวโพดสุก 1 ถ้วย
      • เบคอนทอด (หักเป็นชิ้น) 6 ออนซ์ (หรือประมาณ 170 กรัม)
      • ต้นหอมซอย 1/4 ถ้วย
      • ผักชีลาวสับ 2 ช้อนโต๊ะ
      • ไข่ต้ม (ผ่าครึ่ง) 2 ฟอง

ส่วนผสม น้ำสลัดเลมอน
      • น้ำเลมอน 3 ช้อนโต๊ะ
      • น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ
      • เกลือ 1 ช้อนชา
      • พริกไทยดำป่น 1/8 ช้อนชา

วิธีทำสลัดอะโวคาโดอกไก่
     1. ใส่ไก่ฉีกกับอะโวคาโดลงอ่างผสม ตามด้วยข้าวโพด เบคอน ต้นหอม และผักชีลาว วางไข่ต้มลงไป เตรียมไว้
     2. คนผสมน้ำสลัดเลมอนจนเข้ากัน ราดลงบนสลัดอะโวคาโดอกไก่

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ Avocado Chicken Salad / natashaskitchen.com

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

9. อกไก่ผัดพริกไทยดำ

     ว้าว ! น่ากินหนักมาก พบกับอกไก่ผัดพริกไทยดำ สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน จับอกไก่หั่นชิ้นผัดกับคะน้า ปรุงรสให้เค็มนิด ๆ กินกับข้าวสวยก็พอดี

ส่วนผสม อกไก่ผัดพริกไทยดำ (สำหรับ 2 ที่)
      • เนื้ออกไก่ลอกหนัง (หั่นชิ้นบาง) 200 กรัม
      • น้ำมันมะกอกแบบ Light 1 ช้อนโต๊ะ
      • กระเทียมกลีบใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
      • คะน้าต้นใหญ่ (ปอกโคนแข็งออก หั่นแฉลบ) 4 ต้น
      • น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
      • ซอสเห็ดหอม 1 ช้อนโต๊ะ
      • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
      • ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
      • น้ำตาลทราย 1+1/2 ช้อนชา
      • พริกไทยดำบุบพอหยาบ 1 ช้อนชา

วิธีทำอกไก่ผัดพริกไทยดำ
     1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกพอร้อน ใส่กระเทียมลงผัดพอมีกลิ่นหอม
     2. ใส่อกไก่ลงผัดพอสุก ใส่ผักคะน้าลงผัดพอเข้ากัน
     3. ปรุงรสด้วยซอสเห็ดหอม ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย และพริกไทยดำ เติมน้ำเปล่า ผัดพอเข้ากัน ตักใส่จาน จัดเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ อกไก่ผัดพริกไทยดำ อร่อยนุ่มแคลอรีต่ำใส่ใจสุขภาพ

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

10. อกไก่อัลมอนด์

     น่าเคี้ยวที่สุดเลยกับเมนูอกไก่อัลมอนด์ สูตรจาก เว็บไซต์ Easy Cookingเริ่มจากหมักอกไก่ด้วยพริกไทยและเกลือ เสร็จแล้วก็เอาไปย่างจนเกือบสุก เอาออกมาทาน้ำผึ้งแล้วโรยอัลมอนด์ และเอาไปอบจนสุก

ส่วนผสม อกไก่อัลมอนด์
      • เนื้ออกไก่ผ่าครี่ง (จะได้สุกง่าย)
      • เกลือ
      • พริกไทยดำ
      • น้ำผึ้ง
      • อัลมอนด์อบสุก
      • พาร์สลีย์สับ
      • น้ำมะนาว

วิธีทำอกไก่อัลมอนด์ 
     1. หมักอกไก่กับเกลือและพริกไทยเข้าด้วยกัน พักทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นนำไปกริลล์ในกระทะจนเกือบสุก ประมาณ 90% (หมายเหตุ : หากไม่มีเตาอบให้กริลล์จนไก่สุกพอดี)
     2. ทาน้ำผึ้งบาง ๆ ที่ผิวไก่ จากนั้นโรยอัลมอนด์ลงไป ทาน้ำผึ้งบาง ๆ ทับอีกครั้ง นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 นาที หรืออบจนอัลมอนด์เหลืองสวย
     3. นำออกจากเตาอบ โรยพาร์สลีย์สับ บีบมะนาวลงไปเล็กน้อย (ตามชอบ)

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ อกไก่อัลมอนด์ อาหารคลีนเมนูไก่ หอมหวานมัน แบบฉบับไฮโซ

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

11. เนยถั่วช็อกโกแลตบอล 

     บ่าย ๆ แบบนี้มาทำของว่างกินเล่นกันเถอะ พบกับเนยถั่วช็อกโกแลตบอล (Peanut Butter Chocolate Ball) สูตรจาก นิตยสาร Gourmet & Cuisine จับเนยถั่วผสมกับข้าวโอ๊ต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และธัญพืชตามชอบ สุดท้ายใส่ช็อกโกแลตชิพ และปั้นเป็นก้อนกลม

ส่วนผสม เนยถั่วช็อกโกแลตบอล (สำหรับ 5-6 ที่)
      • เนยถั่ว 1 ถ้วย
      • น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย
      • น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
      • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
      • ข้าวโอ๊ต 1+1/4 ถ้วย
      • เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบสับ 1/2 ถ้วย
      • เมล็ดทานตะวัน 1/4 ถ้วย
      • ถั่วลิสงอบสับ 1/4 ถ้วย
      • ช็อกโกแลตชิพ 1/2 ถ้วย

วิธีทำเนยถั่วช็อกโกแลตบอล
     1. ผสมเนยถั่ว น้ำผึ้ง และน้ำมันมะพร้าว ตั้งไฟอ่อน คนให้เข้ากันจนส่วนผสมข้นเหนียว ใส่กลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน นำไปแช่ตู้เย็นให้ส่วนผสมเย็นตัว
     2. พอส่วนผสมเนยถั่วเย็นแล้วใส่ข้าวโอ๊ต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน และถั่วลิสง คลุกเคล้าให้เข้ากันทั่ว ใส่ช็อกโกแลตชิพ คลุกให้ทั่ว 
     3. ปั้นเป็นก้อนกลมเท่าผลมะนาว (ผลเล็ก) เรียงใส่กล่อง ปิดฝา แช่เย็นก่อนเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ เนยถั่วช็อกโกแลตบอล ขนมไม่ต้องอบ ทำกินเล่นง่าย ๆ

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

12. เนยถั่วคลีน (หวานน้อย) 

     ใครอยากทำเนยถั่วสูตรหวานน้อยกินเอง พบกับเนยถั่วลิสง สูตรจาก คุณ Angelisa สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับถั่วอบกับน้ำมันมะกอกปั่นจนเนียนละเอียด แค่นี้ก็เอามาทาขนมปังได้แล้วจ้า

ส่วนผสม เนยถั่วลิสง
      • ถั่วลิสงอบ
      • น้ำมันมะกอก

วิธีทำเนยถั่วลิสง
     นำถั่วลิสงไปปั่นจนละเอียด เติมน้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อย ปั่นจนเหนียว จากนั้นเทเก็บใส่กระปุก 

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 25 สูตรอาหารคลีนง่าย ๆ กินง่าย ๆ จัดเต็มทั้งคาวและหวาน

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

13. เครปผงโปรตีนมะม่วงเบอร์รี 

     กินคาวแล้วต้องตบท้ายด้วยของหวานั่นคือ เมนูเครปผงโปรตีนมะม่วงเบอร์รี สูตรจาก คุณ #HealthyPD สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้ผสมแป้งโฮลวีทกับผงโปรตีนและไข่ขาว เสร็จแล้วเอาไปทอดเป็นแผ่น ทาโยเกิร์ต ท็อปด้วยมะม่วงและเบอร์รี

ส่วนผสม เครปเวย์โปรตีนมะม่วงเบอร์รี
      • เวย์โปรตีน รสมอคค่า 
      • แป้งโฮลวีท 
      • ไข่ขาว
      • โยเกิร์ตไขมันต่ำ (Non-Fat)
      • มะม่วงสุก
      • เบอร์รีรวมแช่แข็ง

วิธีทำเครปเวย์โปรตีนมะม่วงเบอร์รี
     1. เริ่มจากผสมไข่ขาว เวย์โปรตีน และแป้งโฮลวีทเข้าด้วยกัน เทลงบนกระทะเทฟลอน ใช้ไฟอ่อน จะกลับแป้งหรือไม่ก็ได้ พอแป้งสุกแล้ว ปิดเตา
     2. ทาด้วยโยเกิร์ตไขมันต่ำ วางทับด้วยมะม่วงสุกหั่นบาง แล้วพับแป้ง ทาด้วยโยเกิร์ตด้านบนแล้วโปะด้วยเบอร์รีรวมแช่แข็ง พร้อมเสิร์ฟ

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 11 สูตรขนมคลีน ของหวานอร่อยไม่ทำร้ายสุขภาพ

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

14. บราวนี่ผงโปรตีนมอคค่า 

     ใครมีเตาอบมาลองทำเมนูบราวนี่เวย์โปรตีนมอคค่า สูตรจาก คุณ #HealthyPD สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใส่ผงโปรตีนผสมกับแป้งโฮลวีท เติมน้ำผึ้งและผงโกโก้ พอปั่นจนเข้ากันก็เทใส่พิมพ์และเอาไปอบจนสุก

ส่วนผสม บราวนี่เวย์โปรตีนมอคค่า
      • เวย์โปรตีน รสมอคค่า 1 ถ้วย 
      • แป้งโฮลวีท 1 ถ้วย
      • น้ำผึ้ง 1 ถ้วย
      • โยเกิร์ต 1 ถ้วย
      • ไข่ไก่ 1 ฟอง
      • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
      • เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
      • ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ
      • ช็อกโกแลตชิพ 1 กำมือ

วิธีทำบราวนี่เวย์โปรตีนมอคค่า
     1. ปั่นทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วเทใส่พิมพ์
     2. นำเข้าไปอบใช้ไฟบน-ล่าง ประมาณ 180 องศาเซลเซียส เวลา 20 นาที 

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 11 สูตรขนมคลีน ของหวานอร่อยไม่ทำร้ายสุขภาพ

++++++++++++++++++

15 เมนูอาหารเน้นโปรตีน

15. มอคค่าโปรตีนเชค 

     ปิดท้ายกันด้วยเครื่องดื่มมอคค่าโปรตีนเชค ใส่ผงโปรตีนผสมกับน้ำกาแฟ และนมอัลมอนด์ ใส่น้ำแข็ง พอปั่นจนละเอียดก็เทใส่แก้วยกดื่มได้เลยจ้า

ส่วนผสม มอคค่าโปรตีนเชค
      • ผงโปรตีน รสช็อกโกแลต 1/2 สกู๊ป
      • ผงโปรตีน รสวานิลลา 1 สกู๊ป 
      • กาแฟเย็น 6 ออนซ์ (หรือประมาณ 170 กรัม)
      • นมอัลมอนด์ สูตรไม่หวาน 6 ออนซ์ (หรือประมาณ 170 กรัม)
      • น้ำแข็ง 1 ถ้วย

วิธีทำมอคค่าโปรตีนเชค
     1. ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องปั่น ใช้ความเร็วสูง ปั่นจนละเอียด ถ้าหากข้นเกินไปเติมนมอัลมอนด์ลงไปนิดหน่อย
     2. เทใส่แก้ว พร้อมดื่ม

     + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ 9 สูตรทำขนมใส่ผงโปรตีน ของหวานคลีนเติมคุณค่าอร่อยแบบไม่อ้วน